ด่วนที่สุ
ที่ กค (กวจ) 0405.4/175 คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ
จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
กรมบัญชีกลาง
ถนนพระรามที่ 5 กทม. 10400
16 มกราคม 2569
เรื่อง ข้อหารือประเด็นปัญหาในการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้าง
เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อ้างถึง หนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ อว 0602.01/2506 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2568
ตามหนังสือที่อ้างถึง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แจ้งว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้ว่าจ้าง
บริษัท ออกัสท์ เดคอเรชั่น จำกัด ดำเนินงานตกแต่งภายในอาคารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 1 งาน ด้วยวิธีประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) เป็นเงินจำนวน 134,000,000 บาท ตามสัญญาเลขที่ 304-66-02-060
ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2566 กำหนดงวดงานจำนวน 2 งวดงาน สิ้นสุดสัญญาวันที่ 26 มีนาคม 2567
และมหาวิทยาลัยฯ ได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกตกแต่งภายในอาคารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้ จำนวน 1 งาน
โดยกำหนดส่งมอบงานเป็นงวด ๆ จำนวน 7 งวดงาน ตามกรอบระยะเวลาของสัญญาจ้างก่อสร้าง
เพื่อให้สอดคล้องกับงานจ้างก่อสร้าง ภายหลังการลงนามในสัญญาบริษัทฯ ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด
ในสัญญา และเมื่อบริษัทฯ ได้ส่งมอบงานแต่ละงวดงานถูกต้อง ครบถ้วน มหาวิทยาลัยฯ ได้ทำการตรวจรับ
และเมื่องานแต่ละงวดงานถูกต้อง ครบถ้วนตามสัญญา จึงได้เบิกจ่ายเงินแต่ละงวดงานพร้อมหักค่าปรับไว้
จำนวน 5 งวดงาน แต่เนื่องจากบริษัทฯ ได้ใช้สิทธิของดหรือลดค่าปรับ เนื่องจากความผิดหรือความบกพร่อง
ของมหาวิทยาลัยฯ จำนวนทั้งสิ้น 525 วัน โดยมีรายละเอียดและความเห็นของมหาวิทยาลัยฯ ดังนี้
1. เหตุจากมหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่บันไดเวียน จำนวน 319 วัน
2. เหตุจากความไม่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงงาน จำนวน 204 วัน
3. เหตุจากการสั่งหยุดงานชั่วคราว จำนวน 4 วัน
บริษัทฯ ขอส่งมอบงานงวดสุดท้าย คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับงานแล้วมีมติตรวจรับงานถูกต้องครบถ้วน
ตามสัญญา แต่ยังไม่ได้ทำการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการพิจารณางดหรือลดค่าปรับ พร้อมคืนเงินค่าปรับ
ที่มหาวิทยาลัยฯ ได้หักไว้ โดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. รับมอบงานงวดสุดท้ายตามที่บริษัทฯ ได้ส่งมอบเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568
2. งดค่าปรับแก่บริษัทฯ จำนวน 220 วัน
3. คืนเงินค่าปรับให้แก่บริษัทฯ จำนวน 157 วัน คิดเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 21,666,000 บาท
4. เบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 7 (งวดสุดท้าย) ให้แก่บริษัทฯ เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน
45,101,281.42 บาท โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 102 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 182 แล้วได้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อดำเนินการและทราบ
มหาวิทยาลัยฯ จึงขอหารือดังนี้
1. หากมหาวิทยาลัยฯ ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ที่กำหนดในสัญญาได้ทั้งหมดให้บริษัทฯ
ได้ในทันที โดยได้ส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ภายในอาคารขนาด 10 ชั้น ให้บริษัทฯ ดำเนินงานไปก่อน และได้ส่งมอบ
พื้นที่บันไดที่เชื่อมระหว่างชั้น 1 กับชั้นใต้ดิน และบริเวณโดยรอบบันไดนั้นให้บริษัทฯ ดำเนินงานหลังสิ้นสุดสัญญาแล้ว
ซึ่งการไม่ส่งมอบพื้นที่ให้ครบถ้วนส่งผลกระทบต่อแผนงานของบริษัทฯ และทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถ
ส่งมอบ...
ส่งมอบงานตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาได้ กรณีนี้มหาวิทยาลัยฯ สามารถพิจารณางดหรือลดค่าปรับ
ให้แก่บริษัทฯ จากเหตุที่ไม่ส่งมอบพื้นที่ให้ครบถ้วนทั้งสัญญาได้หรือไม่ หากสามารถกระทำได้ จะต้องพิจารณา
จำนวนวันที่จะงดหรือลดค่าปรับอย่างไร
2. ในระหว่างการบริหารสัญญาปรากฏข้อเท็จจริงว่า รายละเอียดในแบบรูปรายการละเอียด
ขัดแย้งกับรายการประกอบแบบและใบแจ้งปริมาณงานและราคา (BOQ) อีกทั้งยังขัดแย้งกับพื้นที่ก่อสร้างจริง
รวมถึงไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่าง มาตรฐานความปลอดภัย และอาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน
ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินงานตามสัญญาและแผนงานที่วางไว้ได้ มหาวิทยาลัยฯ
และบริษัทฯ จึงได้ร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งเห็นควรเพิ่มงานที่ต้องดำเนินการและลดงานที่ไม่จำเป็นโดยการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
รายละเอียดในสัญญา หากแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา และใบแจ้งปริมาณงาน
และราคา (BOQ) และพื้นที่ก่อสร้างจริงมีความขัดแย้งกัน ควรยึดถือรายการใดเป็นสำคัญ หรือมีหลักการ
ในการพิจารณาอย่างไร
3. การที่มหาวิทยาลัยฯ พิจารณาแก้ไขสัญญา เพื่อให้รายละเอียดต่าง ๆ สอดคล้องกัน
เป็นไปตามหลักวิชาช่างเกิดประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์การใช้งานของมหาวิทยาลัยฯ และเป็นธรรมต่อบริษัทฯ
ถือเป็นการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติฯ และระเบียบฯ ข้อ 165 หรือไม่
4. เมื่อสิ้นสุดสัญญา มหาวิทยาลัยฯ มีหนังสือแจ้งการเรียกค่าปรับ ต่อมาบริษัทฯ ได้ส่งมอบงาน
งวดที่ 3 - 5 จำนวน 4 ครั้ง แต่เหตุที่จะนำมางดหรือลดค่าปรับได้นั้นยังไม่สิ้นสุด มหาวิทยาลัยฯ จึงตรวจรับงาน
และบริษัทฯ ชำระค่าปรับในแต่ละงวดไว้ตามระเบียบฯ ข้อ 181 และเงื่อนไขในสัญญา ข้อ 17 และภายหลัง
เหตุที่ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถส่งมอบงานได้สิ้นสุดลงก่อนการส่งมอบงานงวดสุดท้าย มหาวิทยาลัยฯ จึงนำเหตุดังกล่าว
มาพิจารณางดค่าปรับในการตรวจรับงานงวดสุดท้าย และคืนค่าปรับทั้งหมดให้แก่บริษัทฯ ในกรณีนี้เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้ว
มหาวิทยาลัยฯ สามารถเรียกให้บริษัทฯ ชำระค่าปรับในการตรวจรับงานแต่ละงวดไว้ก่อนได้หรือไม่
หรือต้องรอเรียกค่าปรับทั้งหมดในการตรวจรับงานงวดสุดท้ายเท่านั้น
5. มหาวิทยาลัยฯ ได้จ้างเอกชนเพื่อควบคุมงานดังกล่าว แต่ตลอดการดำเนินการตามสัญญา
ผู้ควบคุมงานมิได้เร่งรัดหรือสนับสนุนการทำงานของบริษัทฯ ตามสมควร มิได้ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์
ที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุจะนำมาประกอบการพิจารณา อีกทั้งยังพยายามแทรกแซงความเห็น
ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และเสนอเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารสัญญาและการตรวจรับงาน
ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุทำให้การปฏิบัติงานของทุกฝ่ายล่าช้า กรณีนี้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
สามารถบริหารสัญญาและตรวจรับงาน โดยไม่อาจนำความเห็นของผู้ควบคุมงานมาประกอบการพิจารณา
และไม่จำเป็นต้องยึดถือความเห็นของผู้ควบคุมงานจะสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร
5. กรณีที่มีปัญหาอุปสรรคจนทำให้บริษัทฯ ส่งมอบงานล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผนการทำงาน
ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้เร่งดำเนินงานแล้ว แต่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณภายในเวลาที่กำหนด
จนเป็นเหตุให้เงินงบประมาณพับตกไป กรณีนี้จะถือเป็นความผิดของบริษัทฯ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือไม่
และมหาวิทยาลัยฯ ควรดำเนินการอย่างไรในการขอจัดสรรงบประมาณเพื่อทดแทนเงินงบประมาณที่พับตกไป
ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย)
พิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
1. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 47
วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “สัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือที่ได้ลงนามแล้วจะแก้ไขไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้ (1) เป็นการแก้ไขตามมาตรา 43 วรรคห้า
(2) ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง หากการแก้ไขนั้นไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐ
เสียประโยชน์ (3) เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ (4) กรณีอื่น
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. 2560 ข้อ 165 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “การแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงตามมาตรา 47 ต้องอยู่ภายในขอบข่าย
แห่งวัตถุประสงค์เดิมของสัญญาหรือข้อตกลงนั้น โดยหน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาเปรียบเทียบคุณภาพของพัสดุ
หรือ ..
- ៣ -
หรือรายละเอียดของงาน รวมทั้งราคาของพัสดุหรืองานตามสัญญาหรือข้อตกลงกับพัสดุที่จะทำการแก้ไขนั้น
ก่อนแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงด้วย” วรรคสอง กำหนดว่า “ในกรณีที่เป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรง
หรืองานเทคนิคเฉพาะอย่างจะต้องได้รับการรับรองจากวิศวกร สถาปนิกและวิศวกรผู้ชำนาญการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งรับผิดชอบหรือสามารถรับรอง คุณลักษณะเฉพาะ แบบและรายการของงานก่อสร้าง หรืองานเทคนิคเฉพาะอย่างนั้น
แล้วแต่กรณีด้วย” จากหลักการดังกล่าวข้างต้น เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ลงนามในสัญญาหรือข้อตกลง
เป็นหนังสือกับผู้ขายหรือผู้รับจ้างแล้วย่อมก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญา โดยต้องผูกพัน
ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งสัญญารวมทั้งเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย
2. ตามพระราชบัญญัติฯ มาตรา 102 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การงดหรือลดค่าปรับ
ให้แก่คู่สัญญา หรือการขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลง ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาได้
ตามจำนวนวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริง เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่อง
ของหน่วยงานของรัฐ (2) เหตุสุดวิสัย (3) เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
(4) เหตุอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” ประกอบระเบียบฯ ข้อ 182 กำหนดว่า “การงดหรือลดค่าปรับ
ให้แก่คู่สัญญา หรือการขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลงตามมาตรา 102 ในกรณีที่มีเหตุเกิดจากความผิด
หรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญา
ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือเหตุอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถส่งมอบสิ่งของ
หรืองานตามเงื่อนไข และกำหนดเวลาแห่งสัญญาได้ ให้หน่วยงานของรัฐระบุไว้ในสัญญาหรือข้อตกลง
กำหนดให้คู่สัญญาต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง
หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากมิได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนด คู่สัญญาจะยกมากล่าวอ้างเพื่อของดหรือลดค่าปรับ
หรือขอขยายเวลาในภายหลังมิได้ เว้นแต่กรณีเหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ
ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้ง หรือหน่วยงานของรัฐทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น”
3. กรณีข้อหารือ 1 และ 3 เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงตามที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชชี้แจง
และส่งเอกสารหลักฐานว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้ว่าจ้างบริษัท ออกัสท์ เดคอเรชั่น จำกัด ดำเนินงานตกแต่งภายใน
อาคารห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
จำนวน 1 งาน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) เป็นเงินจำนวน 134,000,000 บาท
ตามสัญญาเลขที่ 304-66-22-060 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2566 กำหนดงวดงานจำนวน 2 งวดงาน สิ้นสุดสัญญา
วันที่ 26 มีนาคม 2567 ภายหลังบริษัทฯ ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 19 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อขอส่งมอบงานงวดสุดท้าย
และได้ของดหรือลดค่าปรับ เนื่องจากความผิดหรือความบกพร่องของมหาวิทยาลัยฯ จำนวนทั้งสิ้น 525 วัน
ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการส่งมอบงานงวดสุดท้าย และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีมติตรวจรับมอบงานงวดสุดท้าย
พร้อมทั้งมหาวิทยาลัยฯ ได้มีมติพิจารณางดหรือลดค่าปรับแล้ว ดังนั้น มหาวิทยาลัยฯ และบริษัทฯ จึงต้องผูกพัน
ตามเงื่อนไขแห่งสัญญา รวมทั้งเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา และเป็นหน้าที่
ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุที่จะดำเนินการตรวจรับงานให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาต่อไป
4. กรณีข้อหารือ 2 หากในระหว่างการบริหารสัญญาปรากฏว่า แบบรูปรายการละเอียด
และข้อกำหนดในสัญญาขัดแย้งกับรายการประกอบแบบและใบแจ้งปริมาณงานและราคา (BOQ)
อีกทั้งยังขัดแย้งกับพื้นที่ก่อสร้างจริงรวมถึงไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่าง กรณีนี้มหาวิทยาลัยฯ ต้องพิจารณา
แบบรูปรายการละเอียดเป็นสาระสำคัญ หาก BOQ หรือพบอุปสรรคหน้างานที่ไม่สามารถก่อสร้างได้
ตามหลักวิชาช่าง มหาวิทยาลัยฯ ย่อมสามารถแก้ไขสัญญา ตามนัยมาตรา 47 ประกอบระเบียบฯ ข้อ 165
เพื่อการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว
5. กรณีข้อหารือ 4 ตามระเบียบฯ ข้อ 181 กำหนดว่า “กรณีที่สัญญาหรือข้อตกลง
ได้ครบกำหนดส่งมอบแล้ว และมีค่าปรับเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐแจ้งการเรียกค่าปรับตามสัญญาหรือข้อตกลง
จากคู่สัญญาภายใน 7 วันทำการ นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบ และเมื่อคู่สัญญาได้ส่งมอบพัสดุ ให้หน่วยงานของรัฐ
บอกสงวนสิทธิ์การเรียกค่าปรับในขณะที่รับมอบพัสดุนั้นด้วย” โดยในการคิดค่าปรับนั้น หน่วยงานของรัฐ
จะต้องคิดค่าปรับนับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดสุดท้าย
ถูกต้อง ..
ถูกต้อง ครบถ้วนตามสัญญา หรือวันที่หน่วยงานของรัฐได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา ซึ่งตามเงื่อนไขในสัญญาเลขที่
304-66-02-160 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2566 ข้อ 17 ค่าปรับ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “หากผู้รับจ้างไม่สามารถ
ทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาและผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับ
ให้แก่ผู้ว่าจ้าง เป็นจำนวนเงินวันละ 134,000.00 บาท (หนึ่งแสนสามหมื่นแปดพันบาทถ้วน) และจะต้องชำระ
ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงาน (ถ้ามี) ในเมื่อผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งเป็นจำนวนเงินวันละ
(ตามอัตราเฉลี่ยรายวันของสัญญาจ้างควบคุมงานก่อสร้าง) นับถัดจากวันที่ครบกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานตามสัญญา
หรือวันที่ผู้ว่าจ้างได้ขยายเวลาทำงานให้จนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จจริง... ” และการตรวจรับพัสดุตามระเบียบฯ ข้อ 176
สรุปได้ว่า คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างก่อสร้างมีหน้าที่ตรวจรับพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูป
รายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลงแล้ว ให้ถือว่า ผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่วันที่
ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น หากในกรณีที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุเห็นว่า ผลงานที่ส่งมอบทั้งหมดหรืองวดใดก็ตาม
ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาหรือข้อตกลง ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
ผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบหรือสั่งการ แล้วแต่กรณี ดังนั้น ในการคิดค่าปรับ มหาวิทยาลัยฯ จึงต้องคิดค่าปรับ
นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญา (สิ้นสุดสัญญาวันที่ 26 มีนาคม 2567) จนถึงวันที่
บริษัทฯ ได้ส่งมอบงานงวดสุดท้ายถูกต้อง ครบถ้วน เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญา (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568)
แล้วนำจำนวนวันที่มหาวิทยาลัยฯ ได้พิจารณางดหรือลดค่าปรับให้แก่บริษัทฯ มาหักออกจากจำนวนวันที่บริษัทฯ
ต้องชำระค่าปรับทั้งหมด ส่วนที่เหลือให้มหาวิทยาลัยฯ คิดค่าปรับตามเงื่อนไขแห่งสัญญาต่อไป ทั้งนี้ การส่งมอบงาน
แต่ละงวดงานภายหลังสิ้นสุดสัญญา หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีมติตรวจรับงานแต่ละงวดงาน แล้วรายงาน
ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทราบ เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่บริษัทฯ มหาวิทยาลัยฯ ต้องเบิกจ่ายเงิน
พร้อมหักค่าปรับไว้ ตามเงื่อนไขแห่งสัญญา ข้อ 19 การบังคับค่าปรับ ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่าย ด้วย
5. กรณีข้อหารือ 5 ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
เรื่อง แบบสัญญาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 โดยแบบสัญญาจ้างควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 7 หน้าที่ของผู้ให้บริการ
งานควบคุมงานก่อสร้าง ข้อ 7.6 กำหนดว่า “การควบคุมงานตามสัญญานี้ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ ดังนี้ (1) จะต้อง
ดำเนินการควบคุมงานตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างเริ่มปฏิบัติงานจนกว่างานตามสัญญาจ้างก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามสัญญา
(2) จะต้องไม่ละเลย หรือละทิ้งหน้าที่การควบคุมงาน หรือกระทำการมิชอบในหน้าที่ของตน หรือก่อให้เกิดความเสียหาย
หรือทำให้งานตามสัญญาจ้างก่อสร้างดำเนินไปโดยไม่สะดวกล่าช้าหรือเกิดความเสียหายแก่ผู้รับจ้าง
(3) จะต้องไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียใด ๆ ร่วมกับผู้รับจ้างหรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้รับจ้าง
ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และจะไม่ร่วมกับผู้รับจ้างกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันอาจเป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย” เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่มหาวิทยาลัยฯ ชี้แจงและส่งเอกสาร
หลักฐานว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้จ้างบุคคลภายนอกเพื่อควบคุมงานดังกล่าว แต่ตลอดการดำเนินการตามสัญญา
ผู้ควบคุมงานมิได้เร่งรัดหรือสนับสนุนการทำงานของบริษัทฯ ตามสมควร มิได้ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์
ที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุจะนำมาประกอบการพิจารณา อีกทั้งยังพยายามแทรกแซงความเห็น
ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และเสนอเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารสัญญาและการตรวจรับงาน
ของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ทำให้การปฏิบัติงานของทุกฝ่ายล่าช้า ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
จะต้องนำรายงานบันทึกการปฏิบัติงานที่ผู้ควบคุมงานบันทึกสภาพการทำงานของบริษัทฯ มาประกอบการพิจารณา
การตรวจรับพัสดุ หากผู้ควบคุมงานมิได้ทำหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา มหาวิทยาลัยฯ ย่อมต้องพิจารณาสัญญา
การจ้างควบคุมงานดังกล่าว หากผู้ควบคุมงานไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมถือว่าผู้ควบคุมงาน
ไม่ปฏิบัติและเงื่อนไขแห่งสัญญา และการไม่ปฏิบัติตามสัญญาย่อมเป็นเหตุแห่งการทิ้งงาน ตามมาตรา 109
วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ควบคุมงานมิได้ปฏิบัติงาน
ให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสัญญา มหาวิทยาลัยฯ ต้องดำเนินการแจ้งผู้ควบคุมงานเป็นผู้ทิ้งงานแล้วดำเนินการ
แจ้งรายชื่อผู้ควบคุมงานเสนอปลัดกระทรวงการคลัง ในการพิจารณาสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานต่อไป
7. ...
--
7. กรณีข้อหารือ 5 กรณีที่บริษัทฯ ส่งมอบงานล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผนการทำงาน
ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณภายในเวลาที่กำหนด จนเป็นเหตุให้เงินงบประมาณพับตกไป
และมหาวิทยาลัยฯ ควรดำเนินการอย่างไรในการขอจัดสรรงบประมาณเพื่อทดแทนเงินงบประมาณที่พับตกไป
กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับขอจัดสรรงบประมาณ มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ
กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฯ นี้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยฯ ควรหารือ
ไปยังหน่วยงานอื่นตามกฎหมายหรือระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป
อนึ่ง ในโอกาสต่อไป หากการบริหารสัญญาของมหาวิทยาลัยฯ พบปัญหาและอุปสรรค
เกี่ยวกับตัวคู่สัญญาที่ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดเวลาของสัญญาจนคาดหมายได้ว่าเงินงบประมาณ
จะต้องถูกพับไปด้วยผลของกฎหมาย โดยความล่าช้าเป็นความผิดของคู่สัญญา มหาวิทยาลัยฯ ย่อมสามารถ
พิจารณาที่จะบอกเลิกสัญญา ตามมาตรา 103 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติฯ ได้
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
กองการพัสดุภาครัฐ
ฝ่ายเลขานุการ
โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4588
โทรสาร 0 2127 7185 - 6
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ saraban@cgd.go.th
ขอแสดงความนับถือ
MApW
(นางแพตริเซีย มงคลวนิช)
อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทน
ปลัดกระทรวงการคลัง
ประธานกรรมการวินิจฉัย